วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กว่า ๑๓๐ ปี ของ "ศุลกสถาน"

กว่า ๑๓๐ ปี ของ "ศุลกสถาน"



ศุลกสถาน - The Custom House (โรงภาษีร้อยชักสาม หรือโรงภาษีเก่า ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า ฟ้าซีกวนหรือแป๊ะลั่นซา) อดีตอาคารที่ทำการของศุลกสถาน (กรมศุลกากรในปัจจุบัน) สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในช่วงสยามเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดไปเป็นการค้าเสรี ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓

ศุลกสถาน เป็นอาคารสูง ๓ ชั้น มีมุขกลางสูง ๔ ชั้น ศิลปะโรมันคลาสสิค โดยมีสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิก และสมมาตรตามวิถีของปัลลาดีโอ (Neo-Palladian) และมีอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกันเป็นรูปตัวไอ ซึ่งได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดย โยอาคิม กรัสซี (Joachim Grassi or Gioachino Grassi) สถาปนิกชาวอิตาลี สัญชาติออสเตรียน - ฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานมากมาย

ศุลกสถานแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า "ภาษีร้อยชักสาม" แล้วสมัยพระวรงค์เธอพระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ก็เคยใช้ศุลกสถาน เป็นที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๒ - ๓ ครั้ง รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก

จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๒ อาคารศุลกสถานถูกปรับเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก เป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๖๐ ปี ก่อนจะย้ายออกไป ปัจจุบันตัวอาคารถูกปิดการเข้าใช้งาน และอยู่ในสภาพทรุดโทรม

ปัจจุบันสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลง “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม” ระหว่างกระทรวงการคลังกับ บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ยู ซิตี้ พร้อมด้วยกรมศิลปากร ได้เริ่มลงพื้นที่สำรวจทางโบราณคดีพร้อมทั้งบันทึกและศึกษารายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมของศุลกสถาน ในวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์และรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของตัวอาคารโดยละเอียด โดยข้อมูลและโครงสร้างเดิมที่ค้นพบจากการขุดค้นดังกล่าวจะถูกนำมาใช้อ้างอิงสำหรับการบูรณะอาคารศุลกสถานและการก่อสร้างอาคารใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่ในอนาคต

โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม จะใช้เวลาดำเนินการรวมประมาณ ๖ ปี ประกอบด้วยการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี การบูรณะซ่อมแซมอาคารเดิมจำนวน ๓ หลัง ด้วยการเสริมโครงสร้างและความแข็งแรง การตกแต่งภายนอก และการตกแต่งภายใน รวมถึงการสร้างอาคารใหม่อีก ๑ หลัง โดยคาดการณ์ว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๘ ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า ๔,๖๐๐ ล้านบาท และในลำดับต่อไปของการพัฒนาโครงการฯ จะครอบคลุมไปถึงการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นห้องประชุมสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง พร้อมด้วยห้องอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน


ขอบพระคุณภาพและข้อมูลเบื้องต้นจากทวิตเตอร์ ‪@AsiaTitawat‬

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น